BLUE ROSE*owari 4
.::o::o::..::o::o..BLUE ROSE [owari]..o::o::..::o::o::. Akanishi Jin X Kamenashi Kazuya Author: SaZuMe Chapter 4 : North Grand Palace ทันทีที่อาทิตย์ขึ้น เสียงของความโกลาหลวุ่นวายก็บังเกินขึ้นในเขตปราสาทของมหานครทางใต้แทบจะพร้อมๆกัน ฝีเท้าตึงๆของแม่บ้าน คนรับใช้ และทหารยามดังไม่หยุดหย่อนใบหน้าทุกคนล้วนซีดเซียวตื่นตระหนกอย่างคนกลัวความผิด.. ไม่แว้นแม้กระทั้งมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ฮิเดอากิ ทาคิซาว่าที่วิ่งวุ่นสั่งการให้ทหารทุกหน่วยเร่งดำเนินการตามรับสั่งในทันที ..ชายชุดคลุมของกษัตริย์สะบัดแรงในทุกฝีก้าวที่ขยับเคลื่อน จนตะวันคล้อยถึงจะได้หยุดตระหนกแล้วนั่งรอข่าวจากผู้ส่งสารทั้งหลาย “ ลูกชายข้าก็เหลือเกินจริงๆ ตามใจน้องนุ่งซะจนไม่คิดหน้าคิดหลัง “ ผู้อาวุโสยามาชิตะเอ่ยเสียงเครียด เพราะจับเค้าโครงเรื่องได้เลาๆว่าฮิโรกิไปขอให้ลูกชายตัวดีพาหนีออกจากปราสาทแหง ก็คนที่ออกไปร่อนได้ทั่วเมืองมันมีลูกชายเค้าคนเดียวไม่มีใครอื่นให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัย ไอ้จะให้คิดว่ามีคนลอบเข้าปราสาทลักพาตัวสองเจ้าชายหนึ่งองครักษ์มันก็ออกจะแปลกไปสักหน่อย(เอาไปก็เปลืองข้าวสุก ทำอะไรไม่เป็นอีกต่างหาก) องค์ชายโทโมะฮิสะก็เก่งกล้าสามารถออกปานนั้น เชี่ยวชาญศาสตราวุธทุกชนิด วิชาเวทก็แอบฝึกจนสำเร็จ เรียกน้ำเรียกไฟได้สมใจ..ใครมันจะจับมัดใส่กระสอบลอบเอาออกนอกวังไปได้ (ตัวก็ไม่ใช่เล็กๆ มาดแมนแอนด์แฮนซัมออกปานนั้น... .) “ ฮิเดอากิ.. .ไม่เป็นไรนะ? “ พระชายาของมหากษัตริย์แห่งมหานครทางใต้เอื้อมสัมผัสอบอุ่นจับกุมมือเย็นเฉียบไว้บนหน้าตัก นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มมีแววกลัดกลุ้มไม่แพ้กันสบสายตาผ่านความในซึ่งกันและกันเงียบๆ ไม่ใช่ว่าซึบาสะไม่เป็นห่วงฮิโรกิเลยไม่ลนลานเหมือนที่ทักกี้เป็น แต่ซึบาสะคิดไว้อยู่แล้วว่าเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นซักวัน ต่างกับทาคิซาว่าที่ไม่เคยคิดมาก่อน คิดรอรับกับเรื่องที่เป็นไปได้ไว้ก่อน ยังไงก็ต้องพร้อมมากกว่าคนที่ไม่เคยฉุกคิดแม้ซักนิดอย่างทักกี้ ก๊อก.. . .ก๊อก “ ฝ่าบาท มีรายงานมาจากเขตแดนกั้นนครเหนือใต้ ก่อนรุ่งสางพบผู้อพยพ สามคนแต่ยังไม่ทราบข้อมูลละเอียด ตรวจสอบแล้วคาดว่าเป็นพวกขององค์รัชทายาทกับองค์ชายไม่ผิดแน่ “ คำพูดประโยคยาวเป็นผลให้มือเรียวบีบกระชับแน่นยิ่งขึ้น เหมือนจะบอกให้อีกคนคิดให้ดี และตัดสินใจในเรื่องที่จะทำอย่างรอบคอบ ทาคิซาว่าเลยถอนหายใจคลายความกลัดกลุ้มแทนที่จะลุดปราดขึ้นกลับนั่งนิ่งกระชับมือของพระชายาไว้แน่นแนบกาย “ ส่งคนสะกดรอยตามอย่าให้รู้ตัว.. .ข้าอยากรู้แค่ว่าฮิโรกิทำอะไรอยู่ “ รับสั่งอย่างสุขุมจนผู้อาวุโสยามาชิตะที่รอฟังอยู่ถึงกับยิ้มจางๆแล้วพยักหน้ารับ “ ถ้าเจ้าว่างั้นข้าก็ไม่ขัด ฝากดูลูกชายข้าด้วย “ ผู้อาวุโสยามาชิตะตบไหล่กษัตริย์ฮิเดอากิเบาๆแล้วเดินออกจากห้องไปสู่โถงภายนอกพร้อมๆกับผู้ส่งสารที่เดินตามออกไปเช่นกัน ..ฮิเดอากิสบพระพักตร์อ่อนเยาว์ของพระชายา แล้วก็โอบคว้ากายบอบบางนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมแขนทั้งตัว ความกลัดกลุ้มในใจต่างก็ถ่ายทอดให้กันและกันรับรู้ ความนึกคิดกับอารมณ์อ่อนไหวส่งผ่านให้กันและกันรู้สึก “ ฮิเดอากิ “ “ ข้ารู้ซึบาสะ ข้ารู้ ...ฮิโรกิจะไม่เป็นไร ข้ารู้ดี “ ปลอบใจทั้งตัวเองและคนในอ้อมกอด เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรสามารถยืนยันได้เลยว่าฮิโรกิจะกลับมาในสภาพที่ปกติเหมือนเดิม โลกข้างนอกนั้นอันตรายนัก คนที่ไม่เคยเผอิญอะไรอย่างฮิโรกิ.. . ตอนนี้ทั้งสองได้แต่ ภาวนา เท่านั้น.. . .::o::o::..::o::o::..::o::o::..::o::o::. โหลแก้วทรงสูงในมือขององค์ชายรูปงามสูดเอากลุ่มหมอกควันหนาทึบที่รายล้อมรอบมหาราชวังทางเหนือให้หายไปในพริบตา กลุ่มหมอกหนากลายเป็นวัตถุกึ่งเหลวกึ่งใสในโหลแก้วอบอวลลอยฟุ้งอยู่ภายในก่อนจะถูกยัดลวกๆเข้าในชุดคลุมตัวยาวเหมือนไม่ใส่ใจนัก ผิดกับสองคนข้างตัวที่เฝ้ามองอยู่ทุกการกระทำด้วยสายตาฉงนปนสนใจเป็นที่สุด เมื่อกลุ่มควันหายลับจากทัศนียภาพ เงาร่างของผู้มาเยือนก็ปรากฏให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ของกลุ่มทหารยามที่เฝ้าระวังสถานการณ์ “ เจ้าคือใคร มาที่นี่ด้วยกิจอันใด บอกข้าได้หรือไม่ “ หนึ่งในทหารยามนั้นถามด้วยเสียงนิ่งขรึมข่มไอเย็นที่เย็นชาขึ้นเรื่อยๆของคนตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาที่เห็น ยกยิ้มมุมปากตอบคำถามอย่างไม่เกรงกลัว “ ข้า ยามาชิตะ โทโมะฮิสะ จากนครทางใต้ ใคร่ขอจะเข้าเฝ้ามหากษัตริย์โคอิจิ ผู้ยิ่งใหญ่ในสถานที่แห่งนี้ “ คารมดีไม่เปลี่ยน ฮิโรกิมองพี่ชายตีสีหน้าเฉย พูดโต้ตอบกับทหารร่างบึกบึนอยู่นิ่งๆ ในหัวก็พยายามจำกลวิธีที่โทโมะฮิสะใช้ไว้เท่าที่จำได้ ..ไอ้ทำหน้าเคร่งมันก็พอได้นะ แต่ถ้าจะให้สร้างไอหมอกน้ำแข็งไว้รอบตัวให้คนมองดูเย็นชานี่ขอผ่าน เพราะขนาดเค้าอยู่ข้างๆยังหนาวเยือกหลอนประสาทไปแล้วนิดๆด้วยซ้ำ “ นครทางใต้.. ? “ ทหารยามเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย แต่ก่อนที่จะได้ซักอะไรต่อ เสียงฝีเท้าม้าดังเข้ากระทบโสตประสาทดังเรื่อยๆเมื่อมันเข้ามาใกล้ ไม่นานนักร่างของเสนาบดีที่เป็นที่รู้จักของทหารยามก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า “ ท่านโคคิ คนพวกนี้.. . “ “ ยามาชิตะ โทโมะฮิสะ จากนครทางใต้ ข้ารู้แล้ว.. .พวกท่าน “ แค่ชั่ววินาทีที่ได้สบตากับดวงตาเก่งกล้าของเสนาบดี ทั้งสามคนก็พบว่าตัวเองไมได้ยืนอยู่นอกปราสาทอีกต่อไป โถงกว้างที่มีบรรยากาศสว่างโล่งกลายเป็นภาพที่สะท้อนในแววตาแทนที่จะเป็นภาพของธรรมชาติเขียวชะอุ่ม “.. ตามข้ามา “ โคคิพาผู้มาเยือนเดินบนพรมแดงทอดยาวขึ้นไปทางปีกขวาของปราสาท ..ผ่านระเบียงทางเดินที่ขนาบข้างด้วยชุดเกราะโบราณกับโคมไฟแบบคบเพลิงที่ลุกโชติช่วง ที่สุดปลายทางเดิน ประตูไม้บานใหญ่สูงเสียดเพดานสลักด้วยลายวิจิตรงดงามแง้มอยู่เล็กน้อยพอให้เสียงตวาดดังเล็ดลอดให้ทั้งสี่คนได้ยินบทสนทนาลางๆ ..ทหารยามหน้าห้องมองโคคิด้วยแววตาไม่สู้ดีนักก่อนจะเปิดทางให้โคคิง่ายดายแม้จะไม่มีคำสั่งใดเล็ดรอดออกจากปากชายหนุ่มเลยก็ตาม.. . “ ข้า.. จะไม่สืบทอดราชบัลลังค์ ..ไม่ว่ายังไงก็ตาม! “ เสียงขู่คำรามในลำคอฟังดูแข็งกระด้างจนทำให้ยูยะแอบมองฮิโรกิกล้าๆกลัวๆ กระทั่งโทโมะฮิสะก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าแปลกๆ โคคิเลยต้องกระแอมไอเบาๆเรียกความสนใจให้กลับมาอยู่ที่ตัวเอง ใบหน้าเครียดเคร่งนั้นเหล่มองทั้งสามคนในทำนองว่า บางเรื่องก็ไม่ควรฟัง แต่รู้สึกจะไม่ได้เข้าหัวใครซักคนในทำนองนั้น “ แล้วเจ้าจะให้ข้าทำไงจิน.. .ข้าเบื่อความรั้นของเจ้าจนไม่รู้จะว่าอย่างไรดีแล้ว “ “ ก็ท่านพ่อขัดใจข้า!! “ “ เพราะข้าเป็นพ่อเจ้า เจ้าก็รู่ว่าวันที่เจ้าจะได้ครองราชต้องมาถึง องค์รัชทายาทต้องสืบทอดราชบัลลังค์ มันเป็นสิ่งที่กำหนดไว้แล้ว “ “ คนกำหนดมันท่านไม่ใช่หรือไง ..พอกันที! “ ประตูสลักบานสูงเปิดออกรุนแรงเหมือนอารมณ์ขององค์รัชทายาท ใบหน้าคมหล่อมองบุคคลที่ไม่คุ้นเคยหน้าห้องนั้นเพียงชั่วพริบตาแล้วเดินผ่านไปเหมือนทุกคนตรงนั้นไร้ตัวตน จะมีก็แต่ร่างสวยสง่าข้างหลังที่จะหยุดโค้งทักทายเสนาบดีโคคิแล้วแถมด้วยรอยยิ้มจางๆเหมือนเคย “ ลำบากหน่อยนะคาเมะ “ ร่างบอบบางไม่ได้ตอบแต่คงรอยยิ้มไว้เหมือนจะตอบโคคิว่า ไม่เป็นไร แล้วก็รีบตามเสด็จองค์รัชทายาทไปทันที .. . “ ท่านโคอิจิจะตอบทุกอย่างที่พวกท่านอยากรู้ ข้าหมดหน้าที่แล้ว “ เดินนำเข้าไปก่อนจะถอยมาที่ข้างๆประตูให้อีกสามคนได้เดินเข้ามาภายในห้อง มหากษัตริย์แห่งนครทางเหนือยืนอยู่บนพื้นพรมแดงสด ข้างๆกันนั้นบานหน้าต่างกรอบทองสะท้อนแดดยามสายให้ผู้มาเยือนหรี่ตามองภาพตรงหน้าอย่างไม่คุ้นชิน “ ยินดีต้อนรับหลานข้า ห้องของเจ้าอยู่ทางปีกตะวันตกของราชวัง.. “ สุรเสียงนั้นแช่มชื่นผิดกับเมื่อครู่ลิบลับ ท่าทางที่แสดงออกราวกับว่าดีใจนักหนาที่ได้พบคนทั้งสาม ฮิโรกิจับต้นชนปลายไม่ถูก คำถามมากมายวนเวียนในหัว ความรู้สึกงุนงงทำให้คิดอะไรไม่ออก ตามที่คิดไว้ พวกเค้าสามคนควรจะแอบเข้ามาในฐานะผู้อพยพที่ลอบเข้าเมืองและเป็นผู้อพยพที่ใจกล้าจะขอเข้าเฝ้าไปงั้นเองอย่างไร้เหตุผล ไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่ในสภาพที่ต้อนรับขับสู้จนน่าแปลกใจเช่นที่เป็นอยู่ “ เก็บคำถามของเจ้าไว้เถิดเด็กน้อย คนที่เจ้าต้องการจะพบอยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก โชคชะตานำพาเจ้าแล้ว พักผ่อนให้สบายตลอดบ่ายแล้วลงมาร่วมรับประทานอาหารกับข้าในยามเย็น .. “ เนตรสีดำสนิทมองทั้งสามคนด้วยแววตาอ่อนโยนเหมือนน้ำเสียง ทั้งยามาชิตะ และยูยะต่างก็สัมผัสได้ว่าทุกคนพูดไม่มีพิษร้ายเจือปนใดๆแฝงอยู่ “ ขอบคุณ ฝ่าบาท.. “ “ ท่านตาฮิโรกิ ที่ถูกคือท่านตา .. .โคคิ นำทางหลานข้าไปที “ จบประโยคมหากษัตริย์แห่งมหานครทางเหนือก็กลายเป็นเพียงภาพบางอย่างที่ยังคิดตา ภาพของห้องสีทองสว่างไสวแปรแปลี่ยนรวดเร็วเป็นทางเดินทอดยาวอีกครั้งหนึ่งซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ผู้มาเยือนรูสึกดีแม้ซักน้อย การเคลื่อนที่ในมิติที่โคคิสร้างถึงสองครั้งในเวลาสั้นๆแทบจะทำให้ทั้งสามอยากหนีหน้าจากคนผู้นี้ไปให้ไกล มันไม่สนุกเลยจริงๆให้ตาย! “ ข้าอยากให้เจ้าเลิกใช้วิธีนี้นำทางข้าเสียที “ องค์ชายพูดอย่างใจเย็นทว่าน้ำเสียงก็ระบุเจตนาชัดเจนตามนัยประโยค “ ข้าเกรงว่าทุกครั้งที่เจอหน้าข้า เราคงต้องทำเช่นนี้อีก “ “ งั้นข้าก็หวังเหลือเกินล่ะว่าจะไม่ได้เจอหน้าท่านอีก “ ไม่มีเสียงใดๆตอบรับ โคคิมองรอบตัวแล้วเดินนำจนหยุดลงตรงหน้าประตูห้องไม้สลักเคลือบเงา ก่อนจะหันมามองทั้งสามคนที่มองสำรวจไปรอบๆ “ สามห้องสำหรับพวกท่าน “ “ เราจะใช้แค่สองห้อง ยูยะต้องนอนกับข้า “ “ ตามแต่ใจเถิด ท่านรัชทายาท “ ฮิโรกิชั่งใจอยู่หน้าประตูเพียงครู่ก็ผลักบานประตูเข้าไปสู้ห้องภายใน เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนสะดวกสบายคัดสรรแล้วว่าเหมาสมกับรัชทายาทต่างเมือง เตียงนอนนุ่มหนา โซฟาปักดิ้นทอง ตู้ไม้หลังใหญ่ภายในพร้อมด้วยเสื้อผ้าที่มีให้เลือกหนาตา ดูอย่างไรก็เตรียมไว้เพื่อเขาทั้งนั้น “ อย่าว่าแต่เจ้าเลยฮิโรกิ ข้าก็แปลกใจไม่แพ้กัน ทางที่ดีเราน่าจะตรวจสอบก่อนว่าท่านพ่อของเจ้าเกี่ยวโยงทางใดกับมหากษัตริย์โคอิจิ ข้าประเมินคนผู้นั้นไม่ถูกเลยจริงๆ “ ยามะพีเปิดประตูเชื่อมที่ผนังเข้ามายืนเคียงข้างผู้เป็นน้อง ที่ห้องเขาเองก็ไม่ต่างกันนัก ทุกสิ่งสร้างความประหลาดใจกับคนช่างวางแผนจนสับสนไปหมด ต่อแผนสองแผนสามไม่ถูก และคิดแผนสี่แผนห้าไม่ออกเช่นกัน แต่คงไม่มีใครรู้ ว่าเสียงในห้วงความคิดของฮิโรกินั้นนึกย้อนไปเป็นคำพูดที่ตัวเองเคยไม่เข้าใจในวันหนึ่ง ‘ แค่ซึบาสะเท่านั้นที่ให้เข้ามาไม่ได้ ‘ ‘ ซึบาสะเป็นพี่ชายข้า ‘ พี่ชาย?.. ซึบาสะ ชายาของพ่อข้า เป็นพี่ชายเจ้า มหากษัตริย์โคอิจิผู้ครองแคว้นทางเหนือคือท่านตาข้า ข้อคือหลานของพระองค์ .. .ถ้าเช่นนั้นแล้ว เจ้าล่ะเป็นใครกัน? ฮิโรกิคลี่พัดไม้หอมที่แอบเก็บไว้ในสาบเสื้อขึ้นมาเมียรมองพร้อมกับที่ทอดน่องออกไปนอกระเบียงอย่างเหม่อลอย ในขณะนี้ ทั้งยูยะหรือยามะพีก็เลิกที่จะสนใจเขา พากันเดินสำรวจปราสาทตั้งแต่ที่ฮิโรกิเริ่มจะคิดอะไรเงียบๆคนเดียว กลิ่นหอมของไม้อวลเข้าในประสาทรับความรู้สึกเชื่องช้า กลิ่นเดียวกับที่สัมผัสได้จากกายของใครบางคนที่เคยแนบชิดอย่างฉวยโอกาส หลังจากที่เรียวจากไปไม่นาน ฮิโรกิก็พบพัดไม้หอมนี้ที่ข้างเตียงตรงที่ๆเขาพบผู้บุกรุก กลิ่นของมันพาให้ฮิโรกิวิ่งวุ่นทั่วราชวังถามคนนู้นคนนี้ไปทั่วถึงสถานที่ที่จะได้พบกลิ่นของไม้ชนิดนี้อีก สุดท้ายแล้วฮิโรกิก็จนปัญญาพกติดตัวไว้เล่นๆแล้วก็เผลอเอาออกมาเล่นต่อหน้าซึบาสะ ‘ ฮิโรกิเจ้าได้ของสิ่งนี้มาจากที่ใดกัน ‘ น้ำเสียงที่ถามนั้นแปลกใจระคนตกใจจนฮิโรกิจับความรู้สึกนั้นได้ ‘ ข้าเจอมัน เออ..ใน ใน ห้องรับรอง ใช่แล้ว! ห้องรับรองราชอาคันตุกะ ’ ตอบไปเสียงสดใสทั้งที่ในใจรู้สึกเหมือนกับเด็กเล็กๆที่โดนจับผิด ‘ ถ้าเป็นเช่นที่เจ้าว่าก็น่าแปลกใจเหลือนเกิน ’ ซึบาสะขมวดคิ้วมุ่น พัดไม้ฉลุลายราชสำนักของมหานครทางเหนือ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน ..ดวงตาสีอ่อนพยายามสะกดอักษรตรงด้ามพัดอย่างตั้งใจ ‘ น่าแปลกใจยังไงหรอ ’ คำถามพาซื่อแบบนี้แหละที่ฮิโรกิถนัดนัก แล้วซึบาสะก็ไม่ใช่คนระแวดระวังเสียด้วยสิ ‘ พัดนี้ฉลุเป็นตราประจำราชวงศ์โดโมโตะ และตราสัญลักษณ์เช่นที่ปรากฎอยู่ข้างๆเป็นตราขององค์รัชทายาทไม่ผิดแน่ อีกทั้งกลิ่นของไม้หอมที่หาได้เฉพาะในนครทางเหนือ ’ ซึบาสะพลิกพัดไปมาก็คุ้นเคยจนถึงที่สุด เพราะมันเหมือนไม่ผิดเพี้ยนไปจากพัดที่เหน็บอยู่ที่เอวทุกกระเบียดนิ้ว จะผิดกันก็แค่ตัวอักษรที่จางเลือนกับพู่ต่างสี แล้วของซึบาสะก็ไม่ใช่พัดไม้แข็งๆแต่ยังบุผ้าไหมสีมุกไว้อย่างสวยงาม ถ้าจำไม่ผิด คนที่ใช้พัดไม้.. . ก่อนที่จะนึกอะไรไปมากกว่านี้ ฮิเดอากิคนขี้เล่นก็เข้ามาทำลายความคิดตกค้างของซึบาสะด้วยการโยนอะไรซักอย่างมาที่ข้างตัวคนช่างคิด ลูกกลมนั้นเปลี่ยนเป็นแมวสีส้มตัวใหญ่จนร่างแบบบางต้องรีบกระโดดถอยหนีเข้าสู้อ้อมกอดกว้างของมหากษัตริย์ที่รอรับ ความคิดนั้นทำให้ใบหน้าหวานสวยติดรอยยิ้มขึ้นมาได้นิดหน่อยหลังจากหมองเศร้าอยู่หลายวัน ป่านนี้ท่านพ่อบ้าจะคิดถึงเขาบ้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือจะสั่งให้คนตามล่าจนวุ่นไปหมดเหมือนทุกครั้ง แล้วซึบาสะจะทำหน้ายังไง จะปลอบคนหัวรุนแรงอย่างพ่อเค้าให้สงบหรือต้องให้พ่อบ้าช่วยปลอบ ฮิโรกิคลี่พัดในมือไปมา กลิ่นหอมที่สัมผัสได้ไม่เคยจางเหมือนความรู้สึกประหลาดที่ฮิโรกิรับรู้อยู่เต็มอก ไม่รู้ว่าคนงี่เง่าไม่มีอะไรดีคนนั้นหนีหน้าไปอยู่ที่ไหน จะรู้ไหมว่าคนเค้าตามเบาะแสมาไกลโพ้นเพียงเพื่อจะได้พบหน้าเท่านั้น จะรู้หรือเปล่าว่าฮิโรกิรู้สึกเช่นไรถึงต้องทำการอุจอาจเช่นนี้ หรือลืมเลือนกันไปแล้ว เหมือนสายลมที่พัดผ่าน ฮิโรกิอยากเดิมพันเหลือเกินให้คนงี่เง่าคนนั้นไม่ลืมเลือนเขาเหมือนที่เขายังจำกลิ่นไม้หอมจากพัดนี้ไว้ไม่เคยลบเลือนไปซักนาที ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รับกลิ่นพิสุทธิ์จากมัน .::o::o::..::o::o::..::o::o::..::o::o::. ดวงตะวันเหนือนครทางเหนือคล้อยต่ำเต็มที่ องค์รัชทายาทผู้เดือดดาลที่คว้าคันธนูขึ้นอาชาควบออกไปตั้งแต่ช่วงสายยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับราชฐานส่วนในของราชวังแม้แต่น้อย องครักษ์ร่างเพรียวเฝ้าชะเง้อมองอยู่บนแคร่ยาวผ่านซี่ไม้ไผ่ในสวนอย่างกระวนกระวายใจ นาทีแล้ว นาทีเล่า คาเมะก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งอยู่บนแคร่และเฝ้ารอคอย ดวงตาสีอ่อนจับจ้องจดจ่อจนแทบจะลืมรอบตัวไปเสียสนิท เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆนั้นเบาบางเหลือเกินจนยากที่จะจับความรู้สึกได้ กว่าจะรู้ตัว ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่คุ้นชินก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า และปฏิกิริยาที่คาเมะแสดงออกก็คือการเบือนหน้าหนีอย่าโจ่งแจ้ง “ บุพชาติงามตา กลิ่นละอองเกสรอวลหอม ..อากาศรอบด้านหวังชื่นชม ใยไม่เมียรมองมา “ คำตัดรอนเหมือนกลอนอ่อนหัดนั้น เรียกร้องความสนใจจากคนเมินหน้าหนีได้ชะงักนัก คาเมะขมวดคิ้วมองคนตรงหน้า แล้วริมฝีปากบางสีอ่อนก็เอื้อนเอ่ยวาจาตอบกลับช้าๆ “ หาใช่ความงดงามของบุพชาติ เถ้าถ่านเท่านั้นที่ชื่นชม เถ้าถ่านที่หวังจะหลับอย่างสงบ ใต้เปลวเพลิงแดงฉานที่ลุกโชติช่วง “ ทั้งแววตาและน้ำเสียงระคนโศกเศร้าจนยามะพีต่อคำเบาปัญญาของตัวเองไม่ถูก องค์ชายแห่งนครทางใต้มองลึกเข้าไปในดวงตาไร้ความรู้สึกนิ่งนานเหมือนถูกสะกด แววตาซึ้งเศร้าชวนให้มองอย่างน่าประหลาด แต่ก็ชวนให้เวทนาด้วยเช่นกัน “ ช่างน่าอิจฉาเปลวไฟแดงฉานนั้นยิ่งนัก ..ขนาดไหม้จนเหลือเพียงเถ้า เถ้านั้นก็ยังยึดติดอยู่กับเปลวไฟหวังรับเพลิงร้อนระอุเรื่อยไป “ เสียงที่พูดติดอารมณ์ขันเล็กน้อยจนคนฟังเผลอยิ้มให้ที่ยามะพีแปลความออก ชายหนุ่มเลิกจ้องมองใบหน้าสวยปนเศร้าเปลี่ยนเป็นมองท้องฟ้าปลอดโปร่ง แล้วเลือกที่จะนั่งลงเคียงข้างกัน “ ถ้าท่านห่วงตัวเองก็อย่างนั่งลง แคร่นี้ไม่ได้นุ่มสบายเหมาะสมที่จะต้อนรับแขกเมืองจากแดนไกลเช่นท่าน “ คาเมะขยับตัวเล็กน้อยให้ยามะพีมองเห็นแขนเรียวที่คล้องด้วยตรวนร้อนจนแดงล่ามไปกับแคร่เก่าๆแน่นหนา รวมไปถึงที่ข้อเท้าเนียนตรวนเส้นเล็กนั้นก็คล้องไว้ด้วยเช่นกัน ยามะพีนิ่งอึ้งไปอีกครั้งเหมือนทำอะไรไม่ถูก เนตรสีน้ำตาลไหม้มองผิวขาวละเอียดลามเรื่อด้วยรอยปื้นแดงทั่วตัวอย่างพิเคราะห์ แคร่ไม่ที่ดูธรรมดากลับแฝงพิษสงค์ร้ายกาจแบบที่ไม่น่าเป็นไปได้ ตลอดแนวลำของไม้ระอุด้วยไอร้อนลามเลียจนทั่วร่างที่นั่งนิ่งเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สา “ อย่าห่วงเลย ความลำบากที่ข้าได้รับแค่เพียงครึ่งของที่ตาท่านเห็นเท่านั้น “ แล้วมันก็เหมาะสมกับคนอย่างเขา คนที่ถูกรักเล่นตลก คนที่ถูกโชคชะตาหมิ่นแคลน คนที่ถูกทอดทิ้งไว้เพียงลำพัง ..คาเมะขยับเปลี่ยนท่านั่งอีกครั้งตรวนโซ่เหล็กแดงร้อนก็พลันหายไปจากสายตาเหมือนมันไม่ได้ทำการทรมานคนตรงหน้านี้อยู่ เสียงฝีเท่าม้าควบกุบกับดังให้ได้ยินอยู่ไม่ไกลนัก ทำให้คาเมะพยายามขยับตัวมองให้ชัดๆ และโดยที่ไม่ทันรู้ตัวร่างเพรียวบางนั้นก็ถูกฉุดให้ลุกขึ้นจากแคร่ไม้ร้อนระอุ โซ่ตรวนที่ผูกพันอยู่ก็เลื่อนหลุดง่ายดาย องค์รัชทายาทกอดคนในอ้อมแขนไว้ทั้งตัวในขณะที่มองแขกต่างเมืองด้วยสายตาหมิ่นกร้าว “ อย่าแตะต้องคนของข้า!! “ ร่างสูงคำรามลั่นชัดถ้อยชัดคำ แต่รู้สึกว่าจะไม่สร้างความสะทกสะเทือนให้กับยามาชิตะ โทโมะฮิสะที่ทำแค่ยืนขมวดคิ้วอยู่ห่างๆ ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆมองไปทางองค์รัชทายาท “ หากท่านไม่โง่เขลานักก็น่าจะรู้ว่าที่แตะต้องคนของท่านมีเพียงไอร้อนจากแคร่ไม้ หาใช่สัมผัสจากปลายนิ้วมือของข้าไม่ “ ยามะพีมองไปยังแคร่ไม้นั้นอย่างเกลียดชังและใช้สายตาอย่างเดียวกันตวัดมองดวงตาสีเข้มสนิท ทั้งๆที่พึ่งสนทนาด้วยกันครั้งแรก แต่ยามะพีกลับรู้สึกเหมือนเกลียดชังคนตรงหน้ามานานแสนนาน อาจจะเป็นเพราะท่าทางไม่เป็นมิตร หรือสายตาดูหมิ่น หรือไม่ก็ ท่าทีหวงก้างออกนอกหน้าจนน่าหมั่นไส้ “ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!!! “ เสียงตวาดที่ดังขึ้นบ่งบอกว่า องค์รัชทายาทเองก็ไม่สบอารมณ์กับบทสนทนาที่ยืดเยื้อ ..ในราชวังนี้ เพียงแค่เค้าขยับตัว ไม่ว่าใครก็พากันหาทางหลบหลีกทั้งนั้น ไม่มีใคร หน้าไหน กล้าที่จะต่อความคำพูดของเค้าให้เป็นภัยกับตัว แต่คนผู้นี้กลับไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัวในแววตา!! “ ข้า ยามาชิตะ โทโมะฮิสะ บุตรของผู้อาวุโสยามาชิตะ ไทคิ องค์ชายลำดับที่หนึ่งแห่งราชวังทางเหนือ หลานชายคนโตของมหากษัตริย์ทาคิซาว่า ผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุด หนึ่งในคณะค้นคว้าวิจัยเวทลี้ลับขั้นสูง ผู้ดูแลหัวเมืองตะวันต.. “ “ ข้าไม่ได้ถาม!!!! “ “ เผอิญว่าข้าอยากตอบ “ ยามะพียืนยักคิ้วให้ด้วยท่าทางสบายอารมณ์เหลือเกิน นั่นยิ่งทำให้จินเดือดดาลอย่างที่สุด องค์รัชทายาทจับข้อมือของคนในอ้อมแขนในขณะที่คาเมะพยายามฝืนยืนบนพื้นให้มั่นคง ดวงตาสีอ่อนมองใบหน้าด้านข้างขององค์รัชทายาทแล้วก็หันไปทำหน้าดุใส่คนช่างกวนที่ทำหน้าไม่รู้สึกรู้สา แต่ภายใต้ใบหน้าไม่รู้สึกรู้สานั้น ยามะพีก็พอจะรู้ตัวขึ้นมาบ้างว่าเล่นมากไป บรรยากาศรอบตัวเริ่มมาคุแปลกๆ ท้องฟ้ายามเย็นอยู่ๆก็สีเพี้ยนม่วงๆแดงๆ พอรู้ว่าเป็นถึงองค์รัชทายาทถ้าไม่มีน้ำยาจัดการกับองค์ชายต่างเมืองที่กวนอารมณ์เป็นที่สุดอย่างตัวเค้าคงจะไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือเป็นแน่แท้ “ อ๊ะ! ข้าไม่มีเวลาเล่นกับท่านแล้วล่ะ น่าเสียดายจริงๆ “ สิ้นคำพูดนั้นยามะพีก็หายลับไปจากสายตาคนทั้งสอง และนั่น ก็ไม่ใช่เรื่องที่องค์รัชทายาทชอบใจเลยจริงๆ ข้อมือเนียนขององครักษ์คนสนิทถูกบีบกำรัดกุมขึ้นเรื่อยๆจนเจ้าของมันต้องนิ่วหน้าน้อยๆ คิ้วเรียวขมวดติดเข้าหากันในขณะที่ริมฝีปากสีอ่อนเผยอออกผ่อนลมหายใจหวังคลายความเจ็บปวด รอบข้อมือปรากฏรอยช้ำสีประหลาดที่แค่มองก็ต้องเบือนหน้าหนี ผิวเนื้อที่เคยถูกนาบด้วยความร้อนที่ไม่ถึงกับแผดเผาแต่ก็ทิ้งรอยแดงร้อนไว้ในตอนนี้ถูกบีบทับความเจ็บช้ำไว้อีกทอด ความแสบร้อนที่รู้สึกแทบจะทำให้สติพร่าเลือนแต่ก็ต้องพยายามอย่างสุดกำลังที่จะฝืนมันไว้ “ เรี่ยวแรงเจ้าเหลือเฟือเหลือเกินนะคนสนิทของข้า แค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ข้าไม่อยู่ เจ้าก็บริหารเสน่ห์กับคนใหม่ของเจ้าให้ยอกย้อนข้าเหมือนเป็นตัวตลกเช่นนี้ “ องค์รัชทายาทหันมาให้ความสนใจกับร่างบอบบางในครอบครองอีกครั้ง ขณะที่ท้องฟ้าสีม่วงแดงครึ้มขึ้นกลั่นตัวเป็นหยดน้ำฝนที่ร่วงลงสู้พื้นดินดังเป็นท่วงทำนองคร่ำครวญแปลกประหลาดเหมือนเสียงบอบช้ำในใจของใครคนหนึ่งตรงหน้าองค์รัชทายาท “ คงจะทำให้องค์ชายต่างเมืองนั่นพอใจไม่น้อยเลยล่ะสิ มันถึงได้กล้ากับข้าขนาดนั้น “ โทสะของท่าน สุดท้ายก็มาลงที่ข้า “ ตอบแทนอะไรไว้บ้างล่ะ ริมฝีปากของเจ้า หรือร่างกายที่น่าเกลียดชังนี้ “ สุดท้ายก็ต้องเป็นข้าที่รับรู้โทสะนั้นร่วมกับท่าน “ ไม่นึกว่าของที่ข้าทิ้งๆขว้างๆจะมีคนสนใจ แต่อย่างเจ้า จะเอาไปทำอะไรได้นอกจากเรื่องแบบนั้น “ แต่จะมีใครรู้ไหม ว่าโทสะของท่านเพียงสิบ ยังผลทวีคูณในความรู้สึกของข้าเหลือคณานับ จากสิบที่อยู่กับท่าน เพิ่มอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่ออยู่กับข้า แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ยังอยากให้โทสะนี้เผาผลาญข้าแบบนี้เรื่อยไป เพราะนั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ข้าทำเพื่อท่านได้ รองรับความรู้สึกในใจของท่าน เก็บไว้ที่ข้า เปลี่ยนมันให้กลายเป็นความขมขื่นของข้า “ ที่ทำกับข้ายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของอารมณ์ราคะของเจ้าสินะ เสียงครางหวานนั้นยังไม่ได้อารมณ์เลยเท่าที่ข้ารู้สึก “ เปลี่ยนโทสะทั้งหมดให้เป็นคำพูดน่าอายแล้วให้ข้ารับมันไว้ ถ้ามันเป็นความต้องการของท่าน “ เลิกคิดอะไรน่ารำคาญซะที!!!! “ องค์รัชทายาทสะบัดแขนเล็กที่จับไว้แรงจนร่างบองบางนั้นไถลไปกับพื้นหินที่เจิ่งนอง จินไม่ได้รับรู้ทั้งหมดที่คาเมะคิด แค่คลื่นความรู้สึกของคาเมะที่พันกันจนยุ่งเหยิงก็รบกวนจิตใจให้เค้ารำคาญขึ้นมา จริงอยู่ที่องครักษ์คนสนิทแสดงความรู้สึกภายในไม่เคยปิดบังตั้งแต่คราวนั้น แต่นั่นก็ทำให้องค์รัชทายาทไม่ชอบใจขึ้นมาทุกทีๆ เพราะแทนที่คาเมะจะตอบรับคำพูดเขาอย่างนิ่งเฉย กลับกลายเป็นว่าคาเมะจะเมินความเป็นจริงตรงหน้าและจมอยู่กับความรู้สึกของตัวเอง ปฏิกิริยาตอบรับก็ไม่ใช่นิ่งเฉยแต่แทบจะไม่รับรู้อะไรขึ้นทุกทีๆ จากที่ดูปกติดีก็เหม่อลอยมองท้องฟ้า.. มองเหมือนขอโอกาสจากใครซักคนบนฟ้านั่น ให้พาตัวเองไปจากคนใจร้ายอย่างเขาเสียที และนั่นไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่มีใครหน้าไหนจะเอาคนสนิทของเค้าไปได้ แม้แต่คนบนฟ้านั่นหรือองค์ชายน่าชังคนนั้น “ ข้าน่าจะเตือนความจำให้เจ้าอีกหน่อย ว่าเจ้าเป็นของข้า!! “ ใช่ เป็นของข้า เป็นสิ่งที่ข้าจะทำอะไรก็ได้ ทำร้ายให้เจ็บช้ำ เขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดี ย่ำยีความรู้สึกให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายชาด้านและเมินความรักที่มอบให้เหมือนเป็นธาตุอากาศ เพราะเจ้าเสนอทุกอย่างมาให้ข้าแบบนั้น และข้าก็จะตอบสนองมันอย่างเต็มที่ เพราะข้ารู้ ว่าเจ้าจะไม่มีวันปฏิเสธข้า ไม่มีวันปฏิเสธหัวใจของเจ้า เป็นอย่างนั้น ...ใช่ไหม? .::o::o::..::o::o..BLUE ROSE..o::o::..::o::o::. To be continue Chapter 5 : Anniversary


ทำไมมันดูอ่อนหวานนัก -*--
เอิ่ม
เอาเหอะ
เราก็แค่อัพให้หน้ามันปลี่ยนๆ
ปล่อยทิ้งไว้ ยังไงที่นี่ก็เน่าอยู่แล้ว 555